ทริปรัสเซีย…เมียขอมา

 

ดูเหมือนว่าชื่อ Topic ในครั้งนี้จะดูโหดไปสักหน่อย แต่ก็เพราะคำคล้องจองกับคำว่า

“รัสเซีย” มันหาไม่ได้ง่ายๆ เอาซะเลย….สำหรับทริปรัสเซีย เมียขอมา ชื่อมันก็บอกอยู่แล้วว่าทริปนี้ใครใหญ่!!!

.   .   .

ทริปนี้เริ่มต้นที่ “ปีนี้เราจะไปเที่ยวไหนกันดี” ประโยคคำถามสั้นๆ ที่ได้ยินทีไร หัวใจพองโตทุกที ไม่ใช่อะไรหรอกนะ ก็เหนื่อยมาแล้วทั้งปี ถึงเวลาจะได้พักผ่อนสักที

ก่อนหน้านี้เราคุยกันว่า เราจะไป สวิสเซอร์แลนด์ เพราะแฟนเราอยากไป ภูเขายุงเฟรา

“Jungfraujoch” และที่สำคัญ คือแม่เราอยู่ที่นั่น ฉะนั้นแน่นอนว่า เราจะไม่ต้องเสียค่าโรงแรม

แต่…..

ก็เพราะ สวิสเซอร์แลนด์ ไม่ได้เข้าประเทศกันง่ายๆ ไหนจะวีซ่า ไหนจะ pocket money ที่ไม่ใช่แลกเงินหลักหมื่นแล้วจะไปได้ทันที เรามารู้ตัว และชวนกันไปเที่ยว เมื่อเดือน กันยายน 2559

ตั๋วโปรการบินไทย สองหมื่นเจ็ดพันบาท โอ้ว…แม่เจ้า ทำไงหล่ะ ตอนนั้นไม่มีเงิน มนุษย์เงินเดือนแบบเราก็ต้องรอไปสิ

และเมื่อ “โบนัส” ออก !!! ถึงกับต้องอุทาน

ตั๋ว ไป-กลับ กรุงเทพฯ สวิสฯ สี่หมื่นเกือบห้าหมื่น ยังไม่ทันทำอะไรเลย ครึ่งแสนแล้ว… เราสองคนจึงตัดสินใจพับโปรแกรมสวิสฯไปอย่างน่าเสียดาย

แม้จะชวดจากโปรแกรมสวิสฯ บินดี พักฟรี เกาะแม่กิน ของเราไป….

เราสอง ก็ไม่เคยย่อท้อ เดินหน้าหาทริป และปรึกษากันว่าไปเที่ยวไหนกันดี และแล้วคุณแฟนที่รัก ก็พูดขึ้นมาว่า ไป รัสเซีย มั้ย ?

ฟังครั้งแรก นี่มันประเทศอะไร ไม่เคยอยู่ในสมองคนอย่างเรา ประเทศมันอันตรายรึเปล่า ด้วยความสงสัย เราจึงไม่รอช้า ค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต พันทิป เฟสบุค ทุกแหล่งข้อมูลที่หาได้

.   .   .

และเราก็ได้ค้นพบว่า….เห้ย !!! รัสเซียแม่งน่าเที่ยวว่ะ

.   .   .

เมื่อเราลองดูข้อมูล อ่านไปเรื่อยๆ ก็น่าสนใจดี แต่รอบนี้ใครชวน คนนั้นทำทริป ฉะนั้นทริปนี้ จึงเป็นหน้าที่คุณแฟน ที่จะต้องทำการบ้านในการหาแหล่งที่เที่ยว กิน และชอปปิ้ง ส่วนหน้าที่ โรงแรม กับตั๋วเครื่องบิน ก็เป็นของเราไปโดยปริยาย เพราะอะไรหน่ะเหรอ? เพราะเราเรื่องมากในการนอนนั่นเอง ก็ไปเที่ยวแล้ว ก็ต้องได้พักผ่อนดีๆสินะ ถึงจะเรียกว่า พักผ่อน

หลังจากนั้น เราก็เริ่มปฏิบัติการล่าตั๋วเครื่องบิน และ ที่พัก และเราคุยกันหลายวันว่าจะไปเที่ยวไหนบ้าง ไปมอสโก และเซนท์ปีเตอร์สเบิร์ค เหมือนที่คนอื่นๆ รีวิวไว้ หรือไปไหนดี…

ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงพร้อมกับความรู้สึกตื่นเต้นปนออกมาว่า ไปดูแสงเหนือมั้ย

มีหรือจะไม่สนใจ…เราไม่เคยรู้มาก่อนว่า แสงเหนือสามารถดูที่รัสเซียได้ จนกระทั่งแฟนเราบอก หลังจากนั้นเราก็เริ่มศึกษาเพิ่มเติม โดยดูว่า ต้องไปล่าแสงเหนือที่ไหน ต้องไปยังไง ไปกี่วัน ราคาเท่าไหร่

.   .   .

แสงเหนือ สามารถพบเจอได้ที่ มูรมานส์ “Murmansk” เป็นเมืองที่อยู่ติดชายแดนกับฟินแลนด์ นอกจากที่เราจะไปดูแสงเหนือแล้ว เราก็ได้ค้นพบว่า ที่นี่มีฟาร์มฮัสกี้ “Husky Farm” และหมู่บ้านพื้นเมือง SAAMI Village ซึ่งทั้งหมดนี้คือเป้าหมายที่มูรมานส์ที่เราจะไปกัน

.   .   .

หลังจากที่เรารู้เป้าหมายเราแล้ว เราก็เริ่มหาทัวร์ที่จะพาเราไปยังที่ต่างๆ เพราะแน่นอนว่า เราสองคน คงไม่มีทางไปล่าแสงเหนือกันตามลำพังแน่นอน ก็แน่สิ ภาษาอังกฤษก็ไม่คล่อง ภาษารัสเซียก็ไม่ได้ มันก็ต้องอาศัยคนท้องถิ่นนี่แหละ

เราได้มีโอกาสหาข้อมูลในพันทิป จนไปเจอทัวร์ท้องถิ่น ก็ได้เริ่มทำการติดต่อ ซึ่งตอนแรกที่อ่านมาเค้าว่ากันว่าคนรัสเซียไม่พูดภาษอังกฤษ และใช้ภาษาอังกฤษน้อยมาก เราก็ไม่เชื่อ แต่พอเอาเข้าจริงๆ ยิ่งกว่าใช้ภาษามืออีก กว่าจะเข้าใจกันได้…

แต่สุดท้ายอะไรก็ไม่เกินความสามารถของเรา….เราจองทัวร์สำหรับล่าแสงเหนือเที่ยวฟาร์มฮัสกี้ และหมู่บ้านซามิ โดยเราใช้เวลาที่มูรมานส์หลังจากที่เที่ยวจากเมืองมอสโกแล้ว

ตามตารางเราแพลนเอาไว้ว่า เราเดินทางวันที่ 6 เมษายน 2560 ไปไฟลท์เที่ยงๆ ไปถึงที่มอสโกก็ค่ำพอดี วันแรกก็ถือโอกาสพักผ่อนไปก่อน เพราะนั่งเครื่องสิบชั่วโมง คงเมื่อยตูดพอสมควร

เราแพลนว่าเราจะอยู่ที่มอสโกสามวันเต็มๆ คือวันที่เจ็ดถึงเก้า เพราะวันที่สิบเราต้องเดินทางไปมูรมานส์…

.   .   .

และแล้วแผนการเซอร์ไพรส์ของเราก็ปิ้งขึ้นมาในหัว เพราะวันที่ 9 เมษายน 2560 เป็นวันครบรอบ 7 ปี ที่เรากับแฟนคบกัน

เราตั้งใจว่าจะพาแฟนไปดูบัลเลท์ที่บอลชอย “Bolshoi” เป็นโรงละครบัลเล่ท์ และโอเปร่า ที่มีชื่อเสียงระดับโลก

ระดับโลกเลยนะ !!!

.   .   .

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า ไปดูบัลเล่ท์อะไรหรอก ประเด็นคือ แพงสาดดดดด !!!! เราเข้าไปดูค่าตั๋ว ถึงขั้นกุมขมับ ไมเกรนแทบขึ้น แล้วเราก็ปิดหน้าจอไป

.   .   .

เช้าวันต่อมา…..หลังจากที่รู้สึกตกใจกับราคาค่าตั๋วชมบัลเลท์ เราก็ตั้งสติใหม่ และเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มขึ้นเพื่อดูว่า จะพอมีวิธีไหนที่จะหาตั๋วราคาไม่แพงเกินไป หาอยู่อย่างนั้น 3 วันเต็มๆ

สิ่งที่ได้คือ ในทุกๆวันที่เราท่องเว็บหาข้อมูล พร้อมตั๋วชมบัลเลต์ในวันที่ 9 เมษายน

……ตั๋วเหลือน้อยลงทุกวัน……

……เอาไงดีว่ะ???………………..

และเมื่อผ่านไปครบ 1 อาทิตย์ เราก็โชคดีได้ราคาตั๋วอัพเดทใหม่ ที่พอจะซื้อได้ เราก็ไม่รีรอ กดคลิ๊กเดียว รูดปรื้ด!!!!!!! เรียบร้อย สำหรับแผนการเตรียมเซอร์ไพรส์ครั้งนี้

.   .   .

หลังจากที่เรามีตั๋วแล้ว ตอนนี้ก็เพียงแต่รอเวลาให้วันที่ 9 เมษายน มาถึงเท่านั้นแหละ


5 เม.ย

พรุ่งนี้ต้องเดินทางไปทริปรัสเซีย…เมียขอมาแล้ว เช็คสภาพอากาศ เตรียมกระเป๋า เอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อย

และแล้วก็ถึงวันเดินทาง

เริ่มออกจากบ้านตอน 8 โมงเช้าเพื่อเตรียมตัวไปสนามบิน ก็มันวันหยุดนิ เดี๋ยวรถติด อีกอย่างขอแวะทานข้าวก่อนนะ เพราะกว่าจะถึงไฟล์ทบินก็เที่ยงๆ หิวตาย!!

ไปถึงสนามบินประมาณ 9.30 น. พอดิบพอดีกับเวลาเหลือๆ ไม่รีบเกินไป หลังจากผ่านต.ม บ้านเราแล้วก็ช้อปปิ้งสิ รออะไร คุณนายจัดหนักไปเรียบร้อย

แล้วก็ได้เวลาขึ้นเครื่อง 12.20 น. นั่งยาวๆ ไปอีก 10 ช.ม. หลับไป 3 ตื่น กับหนังอีก 3 เรื่องก็ถึงรัสเซีย


ก่อนจะเล่าเรื่องต่อ เรามาบอกวิธีการซื้อตั๋วเครื่องบินและที่พักกันก่อนสักนิด เผื่อเป็นประโยชน์สำหรับคนอยากไปเที่ยวรัสเซียบ้าง

  • เราเริ่มหาตั๋วจาก agent ต่างๆ ทั้ง Expedia.com , Agoda.com , Booking.com , Hostel.com , Traveloka.com , skyscanner.com และอีกจิปาถะ รวมถึงตั้งเป้าว่า เราจะเดินทางแบบไม่แวะพัก (no transfer flight) เนื่องจากเราไม่อยากยุ่งยากเรื่องเวลา และเราได้ลองเลือกดูอยู่หลายสายการบิน โดยใช้ skyscanner เป็นหลัก เมื่อหาข้อมูลอยู่ราวๆ 1 เดือนก่อนเดินทาง ทุก agent และ สายการบินที่บินตรง (เว็บสายการบิน) สำรวจแล้วพบว่าการซื้อเป็นแพค ถูกกว่าอย่างแน่นอน! เราจึงเลือกที่จะจองผ่าน expedia เพราะราคาถูกสุด ณ ช่วงเวลานั้น (ขอย้ำว่าเราเช็คราคาทุกวันติดต่อกันเป็นเวลา 2 อาทิตย์)
  • เราขอเล่าการจองให้ฟังคร่าวๆ ว่าเราเลือกที่จะไป 2 เมือง เมื่อสำรวจราคาทุกสิ่งอย่างและคิดว่าทางเลือกนี้น่าจะถูกที่สุดก็จัดการจองเลย โดยเลือกแบบ flight+hotel (ระบุวันไป 6 เม.ย กลับ 12 เม.ย + โรงแรม 4 คืนใน Moscow และ flight only สำหรับ Murmansk) ซึ่งที่เราเลือกแบบนี้เพราะตอนแรกเราเลือกที่จะนอน Service Apartment ที่ Murmansk ในวันที่ 10 เป็นเวลา 2 คืน และกลับมาขึ้นเครื่องที่ Moscow ในวันที่ 12 แต่!!! สิ่งไม่คาดคิด ทั้งที่คิดว่าน่าจะวางแผนอย่างดีแล้วคือ เราและคุณแฟน กลัว! เลยกลับลำยกเลิก Service Apartment แล้วไปแยกจองโรงแรม Azimut Hotel Murmansk ใน Agoda.com แทน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและและทรัพย์สิน (ซึ่งพอไปจริงๆแล้ว ปลอดภัยมาก)

สำหรับการจองทัวร์เราจะเล่าให้ฟังใน part ต่อๆไปนะ

.   .   .

รัสเซียแลนด์ดิ้ง

10 ช.ม. บอกเลย เดี้ยง ขา เข่าเล่นเอาระบม แต่ยังมีอะไรให้เดี้ยงกว่ารออยู่ข้างหน้า

อะไรหน่ะเหรอ….

การต่อรถไฟใต้ดินเข้าที่พัก อยากจะบอกว่า ถ้ามีคนเขียนไว้สักนิดว่าให้เราออกกำลังกายหนักๆ ก่อนเดินทางมารัสเซีย เราจะขอบคุณมาก แต่…ไม่มี หรือถ้ามี เราก็พลาดมาก เพราะรถไฟใต้ดินของที่นี่บางสถานีไม่มีบันไดเลื่อน (อ่อ…เราแนะนำว่าถ้าไป Moscow อยากให้ศึกษาตัวอักษรของรัสเซียเอาไว้เพราะเวลาเราหาชื่อสถานีรถไฟกว่าจะกางหาภาษาอังกฤษต้องใช้เวลานานมาก เนื่องจากในรัสเซีย โดยเฉพาะมอสโกมีการใช้ภาษาอังกฤษน้อยมากจริงๆ แต่เราสามารถคุยกับคนรัสเซียรู้เรื่องนะ เพราะทุกครั้งที่คนรัสเซียเข้ามาถามว่าไปไหน หรือพยายามจะบอกอะไรเราสักอย่าง เค้าจะพาเราไปจนถึงจุดหมายปลายทางนั้นจริงๆ และเฝ้ารอว่าเราได้ขึ้นรถไฟถูกจุด คือน่ารักมาก แต่หน้าดุยิ่งกว่าทหารรบซะอีก)

เราใช้เวลากับการแบกกระเป๋า 20 กิโล ลาก จูง แบก หาม (ก็แน่หล่ะสิ บันไดเลื่อนไม่ได้มีทุกสถานีนิ! แล้วสถานีนั้นคือที่พักเราเอง “Партизанская”) ถ้ารู้ก่อนว่าไม่มีบันไดเลื่อนตรูจะฟิตร่างกายมามากกว่านี้! นี่เล่นเอาหนาวๆ 10 องศาต้องถอดเสื้อกันเลยทีเดียว

03
ที่เห็นในรูปคือกระเป๋าคุณแฟน ส่วนของตัวเองวิ่งลงไปวางไว้แล้ว 20 โลแรก แฮ่กๆ

แต่ระหว่างการขึ้นลงอยากจะบอกว่า ทุกๆสถานีรถไฟใต้ดินในมอสโกสวยงามจนบางครั้งหายเหนื่อยจริงๆ

18136866_1496705810361106_367698394_n18136218_1494555793909441_325897134_n18136698_1494555797242774_550936362_n

16
สถานีแรกที่เราหลงทาง

.   .   .

7 เม.ย สถานที่ที่เราวางแผนจะไป ก็เป็นที่ๆ ควรค่าแก่การไปเยี่ยมเมื่อถึงมอสโก

เริ่มจาก Cathedral of Christ the Saviour

18035781_1495499083815112_321120533_n

ที่นี่สวยนะ วิธีไปไม่ยากเลย ก็ใช้รถไฟใต้ดินแล้วก็มองหาชื่อสถานีนี้ “Кропоткинская” ลงแล้วก็เดินดูทิศนิดนึงก่อนโผล่ขึ้นไปข้างบน เราขอบอกว่า เรากับแฟนเดินหลงเหมือนกันแต่สนุกดีนะ สุดท้ายก็ออกมาเจอ เดินตามทางไปเรื่อยๆ ออกจากสถานีก็เห็นตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า

18136803_1495502790481408_568556620_n

ขอแนะนำให้เดินอ้อมไปด้านหลังนะ เพราะมีสะพานที่โครตสวยเลย มันโรแมนติกมาก “Bolshoi’s Bridge” ช่วงที่เราไปมีฝนปรอยๆพอดี อ่อ…ช่วงสงกรานต์บ้านเราที่มอสโกเป็นฤดูที่ใกล้จะร้อน เพราะฉะนั้นจะมีฝนสลับอยู่เรื่อยๆ เพราะใกล้เปลี่ยนฤดู แต่อากาศก็อยู่ราวๆ 3–13 องศา และอากาศที่นี่เปลี่ยนบ่อยมาก เดี๋ยวอุ่น เดี๋ยวหนาว เดี๋ยวฝน สลับกันเป็นรายชั่วโมงเลยทีเดียว

.   .   .

Next Station..

ไป The Moscow Kremlin กันต่อ

05

สำหรับที่นี่จะเป็นพระราชวังเก่า ซึ่งใหญ่มาก มีหลายส่วนด้วยกัน การเดินทางมาที่นี่ เราใช้วิธีเดินมาจาก Cathedral of Christ the Saviour ซึ่งตรงสะพานจะมีทางลงให้เดินได้ เราก็ใช้วิธีเดินตามทางไปเรื่อย เพราะคิดว่าคงไม่ไกลจากจุดนี้เท่าไหร่ มันสามารถมองเห็นอยู่ลิบๆ

ที่นี่เป็นสถานที่ ที่ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม และเก็บเกี่ยวความรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ บวกกับยังใช้เป็นสถานที่เก็บของเก่า หรือที่เราคุ้นหูกันในชื่อ พิพิธภัณฑ์

Kremlin Armoury : พิพิธภัณฑ์เก็บข้าวของเครื่องใช้ของกษัตริย์ และเจ้าขุนมูลนายทั้งหลายในแต่ละสมัย ที่เราประทับใจสำหรับที่นี่คือ ของทุกชิ้นยังคงอยู่ในสภาพดี และยังหลงเหลือให้ ลูกหลาน เหลน โหลน ดูกันเยอะมากจริงๆ มันใหญ่มาก โซนที่น่าทึ่งคือ ชุดเกราะและอาวุธที่ใช้รบสมัยยังใช้ม้าเป็นอาวุธ จนมาถึงยุคปืนผาหน้าไม้ และที่สำคัญ รถม้าฟักทองมันมีอยู่จริงๆ ไม่ใช่แค่ในนิทาน

040607


สำหรับค่าเข้าที่นี่ก็ 700 รูเบิลบวกค่าเข้าชมสถานที่ภายในพระราชวังอีก 500 รูเบิล (ราคาอัพเดท ณ เดือน เมษายน 2560 : อัตราแลกเปลี่ยน 0.60 บาท/รูเบิล)


หลังจากเดินชมพระราชอันกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว เล่นเอาหมดแรงเหมือนกัน ตอนนั้นน่าจะ 3 โมงเย็นแล้ว เรายังมีอีก 2 ที่ ที่ยังต้องไปเยือน จะรออะไรหล่ะ ลุย!

Red Square + Saint Basil’s Cathedral

คงคุ้นหูกันอยู่แล้วสำหรับที่นี่ มามอสโกไม่มาได้ไง! ในทุกภาพที่เห็นมันยังเทียบกับความสวยที่เราเห็นด้วยตาเปล่าไม่ได้เลย สถานที่จริงๆ ทั้ง Red Square และ Saint Basil’s Cathedral สวยมากจริงๆ อยากให้มาสัมผัสเอง เพราะเราไม่สามารถอธิบายความสวยงามที่เราเห็นได้เท่าของจริงแน่นอน

สำหรับที่นี่ก็ไม่มีไรมาก ถ่ายรูปไปเพลินๆ ตั้งแต่ฟ้าสว่าง ยันมืด เพราะเราจะได้บรรยากาศทั้ง 2 แบบ และขอแนะนำว่า ถ้าทนอากาศหนาวๆไหว ให้รอจนค่ำ หรือไม่ก็ไปหาอะไรรองท้องในห้าง GUM ก่อนก็ได้ ที่นี่เป็นห้างที่ติดกับสถานที่ท่องเที่ยวเลย อย่างน้อยก็หลบหนาวได้สบายๆ

18136844_1496705820361105_984246851_n

อ่อ…เราแนะนำให้ทานสเต็กที่ร้าน “BOSCO CAFE” อร่อยล้ำมากจริงๆ สำหรับราคาถ้าเทียบกับขนาดของเนื้อ เราถือว่าไม่แพงนะ ถ้ามีโอกาสเราอยากให้ลอง

“Rib eyes medium rare”

18110632_1494394867258867_712345564_n
Rib eyes meduim rare at BOSCO CAFE

 

.   .   .

8 เม.ย

วันนี้เรามีนัดดูละครสัตว์ตอน 6 โมงเย็น แต่ก่อนจะถึงเวลา วันนี้เรามีที่เด็ดๆ จะพาไปชม Izmailovsky Market นี่คือสวรรค์ของนักช้อปปิ้ง ที่ไม่ใช่ของ Hi-end ขึ้นห้างอะไรทั้งนั้น แต่มันคือ คลองถมบวกจตุจักรบ้านเรานั่นเอง ขอบอกเลยว่าใครมาเยือนมอสโกต้องแวะมาที่นี่ให้ได้ เพราะมันน่าทึ่งกับสิ่งของที่ขายจริงๆ ทั้งของเก่า ของมือสอง ของใหม่ มีหมดทุกอย่างจริงๆ เรียกว่าขายสากกะเบือยันเรือรบเลยก็ว่าได้ แต่ตลาดแห่งนี้มีเฉพาะ เสาร์-อาทิตย์ เท่านั้น เราจึงแนะนำว่าควรหาเวลาอยู่มอสโกให้ตรงเสาร์อาทิตย์สักหนึ่งวัน และควรมีเวลาอย่างน้อยครึ่งวันเพื่อเดินเล่น เพราะมันละลานตาจริงๆ นะ เราไม่โกหก

อ่อ…ถ้าคิดจะซื้อของฝาก เราแนะนำให้ซื้อที่นี่เลย เพราะจากที่เราสำรวจมาทุกๆ ที่ ที่นี่ราคาดีที่สุด ส่วนใครอยากซื้อ Chocolate หน้าเด็ก แหล่งที่ซื้อได้ถูก ก็คือตามซุปเปอร์มาเก็ตนะ ร้านขายของฝากที่ GUM จะมีร้านขาย Chocolate ราคาบาร์ละ 110 รูเบิล แต่ถ้าตามซุปเปอร์มาเก็ต จะหาซื้อได้ในราคา 90–99 รูเบิล หากซื้อเยอะ เราแนำนำว่าเข้าซุปเปอร์จะประหยัดกว่ามาก สำหรับที่มอสโก

…ในซุปเปอร์มาร์เก็ตข้างทางของทุกอย่างจะราคาถูกกว่าซุปเปอร์มาร์เก็ตตามห้าง หรือสถานที่ท่องเที่ยวนะ

6 โมงเย็นแล้วจะรออะไรหล่ะ ถ้าใครสนใจดูละครสัตว์ แนะนำว่าควรไปหาประสบการณ์นะ สำหรับที่นี่ “Nikulin Moscow Circus” สถานีรถไฟ “Цветной бульвар” หาทางออกที่มีเด็กเดินเยอะๆ นั่นหล่ะ รับรองถูกทาง (อันนี้แฟนเราใช้มา แล้วได้ผลจริงๆ)

13
Nikulin Moscow Circus

อันที่จริงเราอยากเห็นสัตว์แสดงมากกว่านี้ ก็เลยให้คะแนนที่นี่ไม่มากเท่าไหร่ แต่ก็ดูเพลินๆ นะ ช่วงสุดท้ายของการแสดงเป็นมายากล เกือบหลับแหนะ แต่เราชอบช่วงแมวน้ำที่สุด เพราะมันน่ารักดี (นี่เป็นครั้งแรกที่ดูละครสัตว์ ฉะนั้นจึงไม่สามารถเปรียบเทียบได้กับที่อื่นๆนะ)

.   .   .

9 เม.ย Happy Anniversary

เมื่อคืนก่อนนอน เราส่งตั๋วดูบัลเลท์ให้แฟนทางไลน์ แล้วก็ Happy กันไป…. (ทั้งๆ ที่นอนข้างๆกันนั่นแหละ ก็ไม่รู้จะเซอร์ไพร์สยังไง)

02
Bolshoi’s Ballet e-ticket

ก่อนจะไปดูบัลเลท์กันในช่วงเย็นวันนี้ ขอแวะพาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์อวกาศ “Museum of Cosmonauts” ซะก่อน ที่นี่น่าสนใจทีเดียว แต่ก็ต้องเป็นคนที่ชอบนะ ถ้าไม่ชอบก็จะเหมือนแฟนเราคือ เดินแบบเมื่อไหร่จะครบสักที 555 (อันนี้เราดูได้จากสีหน้า)

ถ้าชอบอ่านต่อ

ถ้าไม่ชอบ ข้ามไปนะ เพราะคงไม่น่าสนใจเท่าไหร่

27

สำหรับเราแล้วที่นี่น่าสนใจมาก เพราะเรารู้สึกว่าพิพิธภัฑ์เค้ามีเรื่องราวเยอะมาก เสียดายที่บ้านเรามีพิพิธภัณฑ์แบบนี้น้อย ไม่งั้นเราคงเพลิน

พิพิธภัณฑ์ที่นี่จะประกอบไปด้วย 3 โซน (อันนี้เราแบ่งเองนะ จากที่เดินๆมา)

โซนแรก พอเดินเข้าไปก็จะเป็นเรื่องราวที่มาที่ไปของ อวกาศ ยานอวกาศทั้งหลายที่ถูกจำลองเอาไว้ในสเกลที่แตกต่างต่างกันไป และเรื่องเล่าของแต่ละยานอวกาส รวมถึงประวัติของนักบินอวกาศ และวิธีการในการขึ้นไปบนยานอวกาศ รวมถึงดวงจันทร์ด้วย

โซนที่สอง เป็นเรื่องราวของนักบินอวกาศที่ก่อนจะขึ้นไปบนอวกาศจะต้องเตรียมร่างกายอย่างไร ต้องฝึกอะไรบ้าง ซึ่งก็มีเครื่องต่างๆ จำลองเอาไว้

33
โซนที่สองนี้ ไม่ได้ถ่ายรูปมา เลยเอานางแบบมาฝาก

โซนสุดท้าย โซนนี้สำหรับคนชอบสัตว์เลี้ยงเลย เพราะที่นี่เป็นโซนสัตว์ทดลอง ที่น่าสนใจคือ ทั้งสุนัข ลิง หนู ล้วนแต่เป็นฮีโร่ เพราะพวกเค้าเหล่านั้นล้วนแต่ถูกทดลองบินไปบนอวกาศ และแน่นอนว่าก็มีทั้งตัวที่ไม่รอด และรอดกลับมา เอาเป็นว่าไปดูเองดีกว่า เดี๋ยวเล่าเยอะจะหมดสนุกตอนไปเดินดูจริงๆ

 26

.   .   .

หลังจากที่เราใช้เวลาที่นี่ร่วม 2 ชั่วโมง เราก็ย้ายตัวเองไปที่

“Bolshoi Theatre”

โอ้โฮ….ต้องร้อง ว้าว

36

  ในภาพคือด้านหน้าของ Bolshoi Theatre
(ส่วนโรงละคร Ballet จะอยู่อีกฝั่งของถนน เรียกว่า New Stage)

18136364_1494531707245183_142326928_n

คือมันสวยมาก มันเป็นโรงละครที่สวยมาก ที่นี่เป็นโรงละครที่จัดแสดงทั้งคอนเสิร์ต โอเปร่า และ บัลเลท์ สถาปัตยกรรมของมันบ่งบอกได้ถึงความรุ่งเรืองขีดสุด และความโอ่อ่างดงามของสถานที่แห่งนี้ มันคือ ศิลปะที่บอกเลยว่าคู่ควรแก่การเยี่ยมชม (ตอนที่จองตั๋วไม่ได้คิดแบบนี้นะ เพราะเราเคยดูละครเพลงแล้ว หลับ!)

เราจองตั๋วไว้สำหรับ 2 ที่ ที่นั่งด้านหน้าเห็นชัดแจ๋ว จะบอกว่าตอนซื้อตั๋วเราไม่รู้หรอกว่าเรื่องที่จะดูเป็นเรื่องอะไร เพราะแฟนเราอยากดู SWAN LAKE ซึ่งมันไม่มีตารางแสดงในช่วงที่เราไป แต่เราก็คิดว่า ยังไงบัลเลท์ก็คือบัลเลท์ อย่างน้อยก็ได้พาเข้าโรงละคร มันต้องประทับใจบ้างแหละหน่ะ

“HERO OF OUR TIME” นี่คือเรื่องที่เราดู จริงๆ พอเราจองตั๋วเสร็จ เราพยายามจะอ่านเรื่องสั้น รวมทั้งหาหนังสือแปลที่บ้านเรา เพราะมันคือวรรณกรรมชั้นยอดของรัสเซีย แต่…ก็ต้องผิดหวัง เพราะหนังสือในกรุงเทพฯ ไม่มีขายเลย หมด และต้องสั่งมาซึ่งใช้เวลานานมาก รวมทั้งไม่มีคนไทยแปลเอาไว้เลย หลังจากที่เรารู้ว่าหมดหวัง เราก็เลยลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ท…

images
ภาพปกหนังสือ แหล่งที่มาจาก อินเตอร์เน็ท

Kindle ช่วยได้! เราเจอคนอัพโหลดหนังสือเอาไว้ โดยใช้ App Kindle ในการโหลดมาอ่านฟรีๆ แต่ก็อย่างว่า ภาษาอังกฤษก็ไม่ได้แข็งแรงมาก แถมเป็นวรรณกรรมหรือนิยาย ที่เราไม่ค่อยถูกโฉลกเท่าไหร่ ก็ไม่ง่ายนักที่จะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เราจึงพยายามอ่าน และจับใจความสำคัญเอาเท่านั้น และเมื่อถึงเวลาดูจริงๆ ก็บอกแฟนแบบสั้นๆ ว่า มันเป็นเรื่องโศกนาฏกรรม (ก็สรุปได้เท่านี้จริงๆ)

และหลังจากที่ดูเสร็จ…เห้ย 3 ชั่วโมง ไม่หลับ! เราจะบอกว่ามันสนุกดีอ่ะ เราชอบ แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจเรื่องราวในการแสดงเลยก็ตาม แต่ที่แน่ๆ เราสรุปถูกนะมันเป็นเรื่องเศร้าจริงๆ แต่ไม่รู้หรอกว่าเศร้าเพราะอะไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร จนจบก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี แต่การแสดงบัลเลท์ ทำให้รู้สึกว่า มันคือศิลปะที่น่าทึ่งจริงๆนะ คนอะไร บินได้ เราว่ารวมๆ สวยดี

ถ้าใครมีเวลาเราอยากให้ดูนะ มันคือการดูศิลปะของชาติบ้านเมืองเค้าเลยนะ

การผจญภัยยังไม่จบ

..มูรมานส์ “MURMANSK”ล่าแสงเหนือ

ขี่กวาง งับหิมะกันไป

10 เม.ย บินลัดฟ้า มอสโก — มูรมานส์

18142844_1494536370578050_2119593784_n


วันนีจริงๆ ไม่มีอะไรมาก เตรียมตัวเก็บของก็หมดไปครึ่งวัน ใช้เวลาเดินทางจาก มอสโกถึงมูรมานส์ 2 ชั่วโมงกว่าๆ เราเลือกไฟล์ท 3 โมง เพื่อให้ถึงที่มูรมานส์เย็นพอดี และตอนเช้าไม่รีบมากนัก

เรานัด Taxi โรงแรมมารับ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

สนามบินที่ Murmansk ไม่ใหญ่มาก คล้ายๆ สนามบินต่างจังหวัดบ้านเรา พอตรวจต.ม เสร็จก็เดินออกไปสบายๆ และก็เจอชื่อตัวเองอยู่บนป้าย

คนขับ Taxi พูดภาษาอังกฤษป๋อเลย…ในใจตอนนั้น สบายใจมาก อย่างน้อยก็คุยกันรู้เรื่อง และการเดินทางในมูรมานส์ก็ได้คนขับ Taxi นี่แหละ เป็นไกด์ส่วนตัว

เรื่องมีอยู่ว่า….ก่อนหน้าที่เราจะตัดสินใจเที่ยวที่มูรมานส์ต่อจากมอสโก ก็เพราะคุณแฟนตัวดี ที่พยายามบิ้วอารมณ์ว่ารัสเซียมันดีนะเธอ มีกวางให้ขี่ มีฟาร์มฮัสกี้ มีหิมะปุยๆ หนาวๆ เลยนะ เราก็เห็นว่า มันก็แปลกตาไปน่าสนใจดี (หรือยุขึ้นก็ไม่รู้) ก็เลยลองศึกษาว่า ต้องไปอย่างไร สถานที่ ที่คนไปเที่ยวมีที่ไหนบ้าง และต้องติดต่ออย่างไร

ซึ่งเราได้ข้อมูลของไกด์คนหนึ่งในเวบบล๊อคไทยทั่วไป และก็หาข้อมูลเกี่ยวกับการเที่ยวที่นี่ เราก็ได้อีเมลล์ของเขามา หลังจากนั้นก็ไม่รอช้า สอบถามทุกอย่างเรียบร้อย แต่ปัญหาคือ…..คุยยากมาก เพราะสื่อสารภาษาอังกฤษไม่ค่อยได้ และไม่มีการตกลงจริงจัง (ไม่มีมัดจำ และหลักฐานอะไร) แต่เราก็เชื่อใจเค้านะ คุยกันเรื่องราคาแบบปากเปล่า และนัดแนะว่าเราจะไปถึงที่นั่นวันไหน กี่โมง

เรารู้สึกได้ถึงความว่างเปล่า และไม่เชื่อมั่นเอาซะเลย


หลังจากที่ Taxi มารับเค้าก็ชวนคุยตามประสาทั่วไปว่ามาทำอะไร เที่ยวเหรอ ไปดูแสงเหนือมั้ย ไปไหนบ้างรึเปล่า เค้าพาไปได้นะ

ตอนนั้นตาลุกวาว เพราะเอาจริงๆ คือยังไม่รู้เลยว่าไกด์ที่เราติดต่อไว้ในตอนแรกจะมารับเราจริงๆ รึเปล่า…และแน่นอนว่ามาที่นี่ต้องไปล่าแสงเหนือ “AURORA HUNTING” เนื่องจากรัสเซียเป็นประเทศที่มีเขตชายแดนติดกับฟินแลนด์ ทำให้การเห็นแสงเหนือในช่วงฤดูหนาวมีความเป็นไปได้ และเป็นประเทศที่เราไม่ต้องขอวีซ่า นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงเลือกมาล่าแสงเหนือที่นี่

และเราก็อยากไป “SAAMI VILLAGE” จริงๆ สถานที่พวกนี้เปิดหาข้อมูลจากในอินเตอร์เน็ตทั้งนั้นแหละ และแน่นอนว่าแฟนเราชอบสัตว์ เค้าจึงอยากที่จะไป “HUSKY FARM” และเราก็ได้พูดคุยกับคนขับ Taxi ซึ่งเค้าให้ความช่วยเหลือเราโดยการโทรไปสอบถาม HUSKY FARM และได้ข้อมูลว่า จะต้องทำการจองมาก่อนเท่านั้นถึงจะได้เข้าไป นั่นไง! ไกด์คนแรกที่ติดต่อไว้ไม่ได้บอก จบข่าว อดไปตามระเบียบ เราจึงบอกคนขับ Taxi ว่า แล้วที่ SAAMI VILLAGE หล่ะ เค้าก็โทรสอบถามให้ และให้ข้อมูลเราว่า หากจะไปที่นี่จะมีค่าเข้า 1500 รูเบิล ราคานี้รวม กิจกรรมของหมู่บ้าน นั่งกวางซิ่ง บานาน่าโบ๊ทกลางหิมะ และซุปก่อนกลับ 1 ถ้วย โดยไม่รวมค่าเดินทางประมาณ 6 พันรูเบิล (ไม่รวมทิป) และเราถึงกับหูผึ่ง เพราะค่าใช้จ่ายที่ไกด์คนแรกเรียกเก็บเรา มันโหดกว่านี้อีก 3 เท่าตัว แน่นอนว่าเราตัดสินใจอย่างไม่ลังเล ไหนๆ ก็ถูกกว่า และเฟรนลี่มาก บวกกับความไม่แน่นอนของไกด์คนแรก ที่ไม่รู้ว่าจะได้เที่ยวหรือเปล่า เราจึงตัดสินใจจ้างเค้าพาเที่ยว โดยคืนแรก ไปล่าแสงเหนือ และวันที่สองไป SAAMI VILLAGE

การเดินทางที่มูรมานส์…สบายมากเพราะเรานั่งรถกับแฟน 2 คน พี่คนขับก็ขับพาไป

เริ่มจากวันแรกที่ “ล่าแสงเหนือ” อ่อ….เราลืมแนะนำชื่อไกด์ พี่แกชื่อ ดีม่า “Dima”

ดีม่านัดเราตอนสี่ทุ่ม และตรงเวลามาก เราเริ่มออกเดินทางไปยังภูเขา โดยใช้เวลาจากที่พักราวๆ 1 ชั่วโมง ตอนนั้นอากาศติดลบลงเรื่อยๆ ตั้งแต่ ลบห้า หก เจ็ด จนเป็น ลบสิบสาม ซึ่งหนาวขี้หดเลยจริงๆ เพราะขนาดแฟนเราที่ว่าชอบอากาศเย็นๆ ยังแทบไม่ไหว

จุดที่ 1 ดีม่าโชว์รูปเมื่อสองอาทิตย์ก่อนให้เราดู….เห้ย! สวยมาก เราจะมีบุญกับเค้าไหม? ดีม่าพยายามลั่นชัตเตอร์ดูว่าพอจะมีโอกาสเห็นแสงบ้างหรือเปล่า ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมง ดีม่าก็กลับเข้ารถ แล้วเอาชาที่เตรียมมา แบ่งเราสองคน เพื่อรอให้ถึงเที่ยงคืน ตามพยากรณ์อากาศบอกว่าฟ้าจะโปร่งกว่านี้ (ต้องบอกว่าที่นี่ สี่ห้าทุ่มฟ้ายังไม่มืดเท่าไหร่ ยิ่งทำให้การล่าแสงเหนือของเราคืนนี้เป็นไปอย่างยากลำบาก)

จนเที่ยงคืน เราก็ยังไม่เห็นแสงอะไร เพราะเมฆเยอะมาก แต่….พี่ดีม่าของเราไม่ยอมแพ้ พาพวกเราขับไปอีกจุดหนึง ซึ่งขับประมาณครึ่งชั่วโมงได้

จุดที่ 2 เป็นอีกจุดมีนักท่องเที่ยวที่น่าจะมากับกรุปทัวร์ยืนรออยู่ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ทำให้เราเห็นแสงลิบหรี่ ลิบหรี่จริงๆ แต่ก็มหัศจรรย์ดีนะ เพราะเรามองด้วยตาเปล่ามันคล้ายๆ แสงไฟสีขาวๆ สว่างๆ แต่พอถ่ายภายพออกมากลับออกสีแดงๆ เขียวๆ ในจุดนี้บอกเลยว่าเริ่มมีความหวัง จนผ่านไปครึ่งชั่วโมง เราก็ยังไม่เห็นริ้วแสงอะไรเลย (เริ่มแอบเศร้า เพราะเมฆไม่มีวี่แววจะน้อยลงเลย) และพี่ดีม่าของเรา ด้วยความใจร้อน พี่แกจึงพาเรามุ่งหน้าไปอีกจุดหนึง

18136936_1494543387244015_444454173_n

จุดที่ 3 จุดนี้เป็นจุดที่ห่างออกมาประมาณ 20 นาทีได้ เป็นที่โล่งๆ เต็มไปด้วยหิมะปกคลุมจนแยกไม่ออกว่า ถนนอยู่ตรงไหนบ้าง และดีม่าก็โชว์รูปให้เราดูอีกรอบ และบอกว่า ที่นี่ก็เป็นอกจุดที่เราเห็นเมื่อสองอาทิตย์ก่อน (เอิ่ม…แล้ววันนี้หล่ะ)

ผ่านไปประมาณ 15 นาทีเหมือนยืนเป็นชั่วโมงเพราะหนาวเหน็บมาก แฟนเราเริ่มเหนื่อยและเพลียมาก เพราะตอนนั้นน่าจะตีสองได้

และพี่ดีม่าของเราเป็นคนที่มีความอดทน และความพยายามสูงลิบมาก บอกเราว่า จะพาไปเขาอีกลูก เพื่อไปดูว่ามีไหม เพราะในพยากรณ์อากาศบอกว่ามีนะ

เรากับแฟนรีบบอกอย่างไม่รอช้าว่า “ It’s okay , no worry. We understand.

ในใจคิดว่า รอบนี้ไม่มีบุญได้เห็น ต้องกลับมาใหม่ให้ได้รอบหน้า เราจึงหลับตา…

ตื่นมาอีกทีเราเห็นไฟในตัวเมืองลิบๆ คิดว่าอีกไม่นานคงถึงโรงแรม ส่วนแฟนเราก็สลบตลอดทาง

นั่งไปสักพัก เอ…ทำไมไม่เลี้ยวเข้าเมืองสักที

โอ้วแม่เจ้า….ต้องอุทาน! เพราะคุณพี่ดีม่า พาข้ามไปเขาอีกลูก ต้องบอกว่า มูรมานส์ เป็นเมืองที่โอบล้อมด้วยภูเขา จึงสามารถขึ้นภูเขาได้สองทาง และด้วยความพยายามอย่างยิ่งยวด พี่แกพาไป “ล่า” แสงเหนืออีกฝั่งของภูเขา

และจุดสุดท้าย…เราก็ยังไม่มีบุญจริงๆ เราเห็นเพียงฟ้าที่สว่างมากๆ แต่เต็มไปด้วยเมฆ และพระอาทิตย์ก็กำลังจะขึ้นมาทักทายเราอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านาฬิกาบอกเวลา “เกือบตีสี่”

…กลับถึงที่พักก็หลับเป็นตายสำหรับคืนแรก…

.   .   .

11 เม.ย ไปเที่ยวต่อสิรออะไร

เที่ยงตรงหลังจากที่เราหลับเต็มอิ่ม และพักจนหายเหนื่อยจากการล่าแสงเหนือเมื่อคืน ดีม่า ก็มารอรับเราที่โรงแรม และมุ่งหน้าสู่หมู่บ้านพื้นเมือง SAAMI

2 ชั่วโมงผ่านไป เราก็ถึงจุดมุ่งหมาย (ไกลพอสมควร แต่ก็นั่งดูข้างทางเพลินๆ) ส่วนแฟนเราก็ยังคงหลับเอาแรงในทุกโอกาสที่มี 5555

17757324_1479412685423752_1042833015993027400_n
คนนี้หลับตลอดทาง

.   .   .

และก็ถึงสักที หมู่บ้านพื้นเมือง SAAMI

18136951_1494543383910682_1700087691_n

…และสิ่งที่เราประทับใจที่สุด ก็คือ กวางซิ่งของคุณลุงที่เป็นคนดูแลที่นี่ เพราะแกพาเรานั่งม้านั่งที่ใช้กวางวิ่ง ซึ่งต้องบอกเลยว่า อย่านั่งด้านหน้านะ ให้นั่งท้ายๆ ไว้ เพราะเราพลาดมาแล้วและไม่อยากให้คนอื่นพลาดเหมือนเรา ทั้งขี้กวาง ทั้งเกล็ดหิมะ ทุกอย่างถาโถมเข้ามาอย่างไม่ยั้ง เต็มหน้าสิ! แถมยังอ้าปากร้องด้วยความมันส์ จนลืมไปว่า นั่นขี้กวางเลยนะ 555 แต่ด้วยอากาศที่เย็น และบวกกับความสนุกก็เลยลืมไปเลย มารู้อีกทีว่าขี้กวางเต็มหน้าก็ตอนจอดเทียบท่าเนี่ยหล่ะ

18155211_1494543373910683_830840449_n

18155603_1494543370577350_972966857_n

เวลาที่เรามีความสุข มักผ่านไปเร็วเสมอ

ประโยคนี้ยังคงใช้ได้กับทุกทริปจริงๆ

18155406_1494543380577349_704942404_n


ได้เวลากลับโรงแรม เตรียมเก็บกระเป๋า พรุ่งนี้ก็กลับบ้านแล้วสินะ

12 เม.ย ตื่นแต่เช้าอาบน้ำแต่งตัว เพื่อรอไกด์คนดี พี่ดีม่ามารับตอนแปดโมงเช้า เพราะเราเลือกที่จะบินไฟล์ทสิบโมง เพื่อไปถึงสนามบิน SVO ช่วงเที่ยงๆบ่ายๆ จะได้มีเวลาเหลือๆ แล้วเชื่อไหมว่า เราก็เหลือเวลาจริงๆ เพราะไฟล์ที่กลับเมืองไทยมัน 1 ทุ่มเลยนะ

รอต่อไป….จนกระทั่ง

หนึ่งทุ่มยี่สิบ กลับแล้วนะมอสโก

บินลัดฟ้าต่ออีก 10 ชั่วโมง

.   .   .

วันสงกรานต์…

สวัสดีประเทศไทย…


สุดท้ายนี้ เรามีเคล็ดลับดีๆ ที่คิดว่าคนที่หาข้อมูลการเที่ยวรัสเซียอยู่น่าจะได้ประโยชน์มาก

  1. การเข้าตรวจ ต.ม ในประเทศรัสเซีย ไม่ว่าจะสนามบินไหนให้เลือกช่องที่เป็นผู้หญิงตรวจ (เชื่อเรา แล้วคุณจะไม่เสียเวลาแน่นอน)
  2. ของกินที่รัสเซีย ถ้าเอาประหยัดให้เข้าซุปเปอร์มาร์เก็ตนะ (แต่ต้องไม่ใช่ในห้างสรรพสินค้า)
  3. ของฝากราคาถูกสุดในมอสโก คือ ที่ตลาด Izmailovsky
  4. Chocolate หน้าเด็กที่ถูกสุดก็อยู่ในซุปเปอร์มาร์เก็ตนั่นแหละ
  5. การดูแผนที่รถไฟฟ้าใต้ดินให้ดูเป็นภาษารัสเซียดีที่สุด
  6. แลกเงินจากเมืองไทยให้พอ เพราะที่รัสเซียหาที่แลกเงินในเมืองยาก และได้ราคาน้อยกว่าบ้านเรา (รัสเซียไม่นิยมใช้ดอลล่าร์นอกจากรูเบิล)

สรุปค่าใช้จ่ายและสถานที่คร่าวๆ (สำหรับ 2 คนนะ)

  • สายการบิน Aeroflot  ไป-กลับ  Bangkok-Moscow :  50,000-60,000 บาท (ราคาขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและโปรโมชั่นด้วยนะ)
  • สายการบิน Aeroflot  ไป-กลับ Moscow-Murmansk  :  7,000 บาท
  • ที่พักในมอสโก Best Western Vega Plus Hotel  :  10,000 (4 คืน) บาท
  • ที่พักในมูรมานส์  Azimut Hotel Murmansk :  10,000 (2 คืน) บาท
  • ค่าอาหาร  :  20,000 บาท
  • ค่าเดินทาง : 10,000 บาท (รถไฟใต้ดินและค่าแท็กซี่)
  • ค่าทัวร์ AURORA HUNTING+SAAMI VILLAGE : 10,000 บาท (เราได้ไกด์ราคาถูกมาก อันนี้สนใจถามได้)
  • Pocket Money  :  (แล้วแต่การช้อปปิ้งส่วนบุคคลและจำนวนของฝาก)  10,000-20,000 บาท
  • รวมๆประมาณ 140,000 บาท/2 คน (ตกคนละ 70,000 บาท) *ถ้าไม่ช้อปปิ้งราคานี้จะลดลงเหลือประมาณคนละ 5-6 หมื่นบาท

ขอบคุณที่อ่านจนจบนะ

อยากสอบถามเพิ่มเติม

กดตรงนี้

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s